สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดชุมพร

วัดขันเงิน(พระอารามหลวง) อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

สามสหายธรรม

อีเมล พิมพ์

yankawi_01คัดลอกจาก : คิดถึงหลวงพ่อปัญญานันทะ(ตอนห้า)
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

หลวงพ่อปัญญานันทะ มี "สหายธรรม" ร่วมกันอยู่ 3 ท่าน หนึ่งคือหลวงพ่อพุทธทาส เป็นที่รู้กันทั่วไป สองหลวงพ่อปัญญานันทะเอง แต่สามนี่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่ คือ หลวงพ่อบุญชวน เขมาภิรัต (บ.ช.เขมาภิรัต) หรือพระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร อดีตเจ้าอาวาสวัดขันเงิน
ท่านผู้นี้หลวงพ่อปัญญานันทะเรียกว่า "พี่ท่าน" มีอายุพรรษามากกว่า ท่าน เอาความรับรู้ส่วนตัวของผมมาเล่าก่อนดีกว่า..

ผมได้อ่านงานเขียนของท่านสมัยผมเป็นสามเณรเล็กๆ รู้สึกประทับใจ ว่าท่านผู้นี้แต่งได้ไพเราะเหลือเกินงานเขียนที่ว่านี้คือเป็นบท กลอนสอนธรรม เรื่องยาว ผมจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ลงติดต่อกันใน "พุทธจักร" โดยนามปากกาว่า "บ.ช. เขมาภิรัต" ค่าที่ตัวเองถือตัวว่าเป็น "กวีวิเสโส" (ตามศัพท์แปลว่า กวีวิพิเศษ แต่ "กวีพอกะเทิน" นั้นแล ผมชอบกวีนิพนธ์ และตอนหนุ่มคิดจะเป็น "ศรีปราชญ์สอง" แต่พอโตมาเขียนกวีเป็น


ถึงรู้ ว่ามือไม่ถึง บังเอิญผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีบุญคุณมา (ส.ศิวรักษ์) คอมเมนท์ไว้ว่า"พระรูปนี้ถ้าไม่ถูกห้ามเขียนหรือไม่หยุดเสียเอง ต่อไปจะเป็นกวียิ่งใหญ่ ผมเลยหยุดเขียนทันที ฮิฮิ

ความรู้สึกของผม ในสามสหายธรรม หรือในสามพี่น้องนี้ ท่านพุทธทาสเป็นกวี ที่เขียนกลอนได้สาระในทางธรรมมาก เรียกว่า "อัดสาระไว้แน่น" แต่ไม่ค่อยพลิ้ว ไม่อ่อนไหว ทางอารมณ์ หลวงพ่อปัญญา ไม่ค่อยมีแววทางกวีนิพนธ์เท่าไหร่

แต่หลวงพ่อบุญชวนต้องนับว่าเป็น กวีที่แท้จริง ผมไม่ทราบว่างานของท่านส่วนมากเป็นกวีนิพนธ์หรือเปล่า ผมอ่านงานของท่านน้อยมาก แต่โชคดีช่วงหลังนี่ได้รู้จักคนดังๆ หลายท่าน ล้วนแต่เป็นศิษย์หลวงพ่อชวนวัดขันเงินแทบทั้งนั้น

อาจารย์ยุพิน ดุษยามี อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีบูรณะ นครปฐม ยืนยันได้ว่าหลวงพ่อเป็นกวีที่มหัศจรรย์ยิ่ง ท่านเล่าว่า วันหนึ่งท่านอ่านบทกวีภาษาอังกฤษ ตั้งใจจะนำไปสอนเด็ก แต่แปลไม่ค่อยจะสละสลวย จึงนำไปอ่านให้หลวงพ่อฟัง

หลวงพ่อพอฟังเท่านั้น ก็ร่ายคำแปลเป็นกลอนสดๆ ขึ้นมาทันที น่ามหัศจรรย์ใจยิ่ง

กลอนบทนั้นมีว่า

Four ducks on the pond,
A grass bank beyond,
Blue sky in spring,
White clouds in spring.
Such a little thing
To remember for years,
To remember with tears.


หลวงพ่อท่านแต่งเป็นกลอนสดๆว่า

"เป็ดสี่ตัวลอยฟ่องบนท้องน้ำ
โน่นฝั่งงามหญ้าคลุมชอุ่มเขียว
ฟ้าสีครามยามสปริงงามจริงเจียว
เมฆขาวเที่ยวลอยฟ่องท้องนภา
เรื่องน้อยน้อยนิดนิดชนิดนี้
พอเป็นที่ฝังใจนานนักหนา
เป็นสิ่งที่เตือนให้ต้องนองน้ำตา
อนิจจา เรื่องเก่าเบาเมื่อไร


นี่แหละครับ ฝีปากปฏิภาณกวี สมสมณศักดิ์ล่าสุดของท่านว่า "พระราชญาณกวี"

สมัย ก่อนโน้นการให้สมณศักดิ์แก่พระเถระรูปใดรูปหนึ่ง ท่านนึกถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่เจ้าตัวผู้รับพระราชทานกันทั้งนั้น ไม่ได้ให้ส่งๆ ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถหรือความถนัดแต่อย่างใด

ท่าน ที่เป็นกวี ก็จะได้พระราชทินนามว่า "กวี" (เช่น พระราชญาณกวี) ท่านที่มีความสามารถในการเทศน์ประชาชน ก็จะมีสมณศักดิ์ในทางนั้น เช่น พระปฏิภาณโกศล แต่สมัยนี้เนื่องจากบุคคลที่อยากได้ตำแหน่งมีมาก บางทีก็ไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ก็ได้สมณศักดิ์เริดหรู เกินความถนัดก็มากมี อาทิ พระปิฎกปิลันธน์ (พระผู้ประดับด้วยพระไตรปิฎก-สมณศักดิ์นี้ไม่มีจริง สมมุติให้ฟังเฉย) ทั้งๆ ที่ไม่เคยจับพระไตรปิฎกเลย ประมาณนั้น

หลวงพ่อบุญชวน เป็นพระที่ทันสมัย ขวนขวายเรียนวิชาการที่จะเป็นประโยชน์แก่การเผยแผ่ธรรมมากมายหลายสาขา ด้วยการอ่านเอง ไม่น่าเชื่อสมัยโน้น สมัยที่พระไทยไม่รู้จักภาษาต่างประเทศ นอกจากภาษาบาลีอย่างเดียว หลวงพ่อบุญชวนรูปนี้สามารถพูดเขียนภาษาต่างประเทศได้ไม่น้อยกว่าสามภาษา

ท่านรู้ได้อย่างไร

คำตอบคือเรียนด้วยตนเองครับ

เมื่อ ครั้งพระอิตาเลียนนาม (ที่ท่านพุทธทาสรังเกียจว่า ยกตนเสมอพระพุทธเจ้า) "โลกนาถ" มาเมืองไทย มาชักชวนพระไทยเดินธุดงค์ไปประกาศศาสนา มุ่งหน้าไปทางพม่า อินเดีย นั้น มีพระภิกษุจำนวนร้อย มีสามเณรรูปเดียวคือสามเณรกรุณา เรียกคณะธรรมทูตชุดนี้ว่า "พระใจสิงห์"

พี่น้องสองรูป ยกเว้นท่านพุทธทาส คือหลวงพ่อปัญญานันทะ และหลวงพ่อบุญชวนร่วมขบวนไปด้วย

หลวง พ่อบุญชวนกลายเป็นหน้าบรรดาพระใจสิงห์โดยอัตโนมัติ เพราะสามารถพูดภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส สื่อสารกับพระโลกนาถได้เพียงรูปเดียว ซึ่งหลวงน้องปั่น ปทุมุตตโร (ปัญญานันทะ) เอ่ยถามวันหนึ่งว่า ไปเรียนภาษาเหล่านี้มาจากไหน ท่านตอบสั้นๆ ว่า "เรียนเอง"

หนึ่งในจำนวนงานเขียนของท่าน มีแปลบทกวีภาษาอังกฤษ เป็นบทกวีไทยด้วยไพเราะลึกซึ้งมาก

ผม ไม่ได้เป็นศิษย์หลวงพ่อ และก็ไม่ได้ศึกษางานของท่านมากมาย เพียงแต่ซุกซนค้นนั่นค้นนี่มาอ่าน ไปเจอข้อเขียนของท่านในพุทธจักร ก็ประทับใจไม่ลืม ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร ก็เพิ่งมาแจ่มแจ้งก็ต่อเมื่อได้มารู้จักกับบรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อ ล้วนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กันหลายคน

และทราบว่า กำลังจัดงาน 100 ปี ของท่าน ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่จะถึงนี้ ผมถือว่ามีบุญที่ได้กล่าวถึง พระผู้เป็น "สุปฏิปันนสาวก" ของพระพุทธองค์ ดังหลวงพ่อบุญชวนนี้

หลวงพ่อปัญญานันทะนั้น ได้แรงหนุนจาก "พี่ท่านบุญชวน" มาก แรกไม่อยากเรียนหนังสือมากมาย หลวงพี่ของท่านบอกว่า ต้องไปเรียนในกรุงให้ได้อย่างน้อยสามหรือสี่ประโยค พอแปลภาษาบาลีได้ จึงจะสามารถค้นคว้าพระไตรปิฎกเข้าใจ และนำมาสอนคนอื่นได้ หลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านจึงมาเรียนบาลี (ดูเหมือน) ที่ปทุมคงคา ถ้าจำไม่ผิด ครั้งแรกสอบประโยคสามตก

หลวงพี่บุญชวนของท่านกระตุ้นว่า เอาให้สอบให้ได้ จนในที่สุดก็สอบได้เปรียญสามประโยค และต่อมาได้สี่ประโยค พอมีความรู้ความสามารถแปลบาลีออกแล้ว หลวงพ่อปัญญาก็เลิกเรียน หันมาสนใจเทศน์สอนธรรมแก่ประชาชนต่อมา และงานเทศน์สอนธรรมของหลวงพ่อปัญญาก็ประสบความสำเร็จอย่างมหัศจรรย์

เรียกได้ว่าหลวงพ่อท่านได้สร้างประวัติศาสตร์ของการเทศน์สอนธรรมที่โด่งดังที่สุดชนิดที่ไม่มีใครจะลบประวัติศาสตร์หน้านี้เลยทีเดียว

หลวง พ่อปัญญาพูดถึงหลวงพ่อบุญชวนว่า พี่ท่านเป็นคนอารมณ์ร้อน จะทำอะไรต้องให้สำเร็จในบัดเดียวนั้น บางทีค้นคว้าหนังสือเพื่อหาคำตอบบางเรื่อง ก็หมกมุ่นอยู่นั่นแล้ว ไม่ยอมวาง ขยันเกินเหตุท่านว่าอย่างนั้น

ครั้งหนึ่งมีผู้เอาหนังสือ แปลวิชาการภาษาต่างประเทศมาให้ท่านตรวจ ท่านอ่านแล้วขัดใจ ลงทุนแปลให้ใหม่เลย คร่ำเคร่งไม่หลับไม่นอนจนกระทั่งเส้นโลหิตในสมองแตก ต้องเข้าโรงพยาบาล รักษากัน ค่อยยังชั่วแล้ว แต่ก็ไม่ดีขึ้นเหมือนเดิม จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพ

พี่ท่านมรณภาพเพราะซีเรียสเกินไป หลวงพ่อว่าอย่างนั้น แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะเป็นบุคลิกของแต่ละคน

หลวง พ่อพุทธทาสสั่งหลวงพ่อปัญญาว่า อย่าลืมเทศน์สอนเน้นย้ำเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวให้มากและให้บ่อยที่สุด เจ้าความเห็นแก่ตัวนี้แหละร้ายกาจ ทำให้ชาติวิบัติฉิบหาย ต้องช่วยกันพยุงชาติศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการชี้โทษของความเห็นแก่ตัว

เพราะ แนวคิดนี้ สมัยหนึ่งจึงนฤมิตกรรมทางศิลปะ ที่สร้างพระพุทธรูปโดยเจาะตัวหนึ่งโปร่ง อ่านได้ข้อความสอนใจต่างๆ เช่น "ตัวกูของกู" "อย่าเห็นแก่ตัว" "รู้รักสามัคคี" "รู้จักพอเพียง" "อยู่กับสติ" เป็นต้น

นี่ก็คือนวัตกรรมในทางสร้างสื่อการสอนอย่างหนึ่ง น่าเสียดายว่า น่าจะมีผู้พัฒนาศิลปะให้สวยงามและตื่นตาตื่นใจมากกว่านี้